Skip links

สวัสดิการพนักงานมีอะไรบ้าง: วิธีวางแผนและจัดงบสวัสดิการให้คุ้มค่า

สวัสดิการพนักงานแบ่งได้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือสวัสดิการตามกฎหมายที่นายจ้างต้องจัดให้ เช่น ประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน วันหยุดและวันลาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กลุ่มที่สองคือสวัสดิการเสริมที่บริษัทเลือกให้เอง เช่น ประกันสุขภาพกลุ่ม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าเดินทาง การวางแผนที่ดีคือจัดงบให้สวัสดิการเสริมตรงกับสิ่งที่พนักงานใช้จริงและวัดผลได้

ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ทีม HR ต้องเสนองบประมาณปีหน้า และสวัสดิการมักเป็นหนึ่งในรายการที่ถูกถามมากที่สุด ฝ่ายการเงินอยากรู้ว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มหรือไม่ ขณะที่พนักงานรู้สึกว่าสวัสดิการที่มีอยู่ไม่ตอบโจทย์ องค์กรหลายแห่งเจอปัญหาเดียวกันคือ มีสวัสดิการหลายรายการแต่ไม่มีข้อมูลว่ารายการไหนถูกใช้ รายการไหนแทบไม่มีใครเบิก บทความนี้สรุปว่าสวัสดิการพนักงานมีอะไรบ้าง แยกส่วนที่บังคับกับส่วนที่เลือกได้ และให้ขั้นตอนวางแผนงบปีหน้าอย่างเป็นระบบ

💡 สวัสดิการพนักงานคืออะไร?
สวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) คือผลประโยชน์ที่นายจ้างให้ลูกจ้างนอกเหนือจากเงินเดือนและค่าจ้าง มีทั้งแบบที่กฎหมายบังคับและแบบที่บริษัทจัดเพิ่มเอง เป้าหมายคือดูแลความมั่นคง สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของพนักงาน รวมถึงช่วยดึงดูดและรักษาคนเก่ง

สวัสดิการพนักงานมีอะไรบ้าง: ตามกฎหมาย vs สวัสดิการเสริม

การแยก 2 กลุ่มนี้ให้ชัดช่วยให้ HR รู้ว่างบส่วนไหนปรับได้และส่วนไหนต้องจ่ายแน่นอน

สวัสดิการตามกฎหมาย (ต้องมี)

  • ประกันสังคม: นายจ้างและลูกจ้างสมทบฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพดานค่าจ้างปรับจาก 15,000 เป็น 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุดจึงเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือนต่อฝ่าย
  • กองทุนเงินทดแทน: นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน อัตราขึ้นกับประเภทกิจการ
  • วันหยุดและวันลา: วันหยุดตามประเพณีอย่างน้อย 13 วัน วันหยุดพักผ่อนประจำปีอย่างน้อย 6 วันทำงานเมื่อทำงานครบ 1 ปี และลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วันทำงานต่อปี

สวัสดิการเสริม (บริษัทเลือกเอง)

  • ประกันสุขภาพกลุ่มและประกันอุบัติเหตุ
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ลูกจ้างสะสม 2–15% ของค่าจ้าง นายจ้างสมทบไม่น้อยกว่าอัตราสะสมของลูกจ้าง)
  • ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์
  • ตรวจสุขภาพประจำปีและสวัสดิการสุขภาพจิต
  • ทุนการศึกษาและงบพัฒนาตนเอง
  • วันลาพิเศษ เช่น ลาวันเกิด ลาดูแลครอบครัว

ข้อมูลสำคัญ:

  • 52% ของนายจ้างในเอเชียแปซิฟิกมองว่าสุขภาพจิตเป็นด้านที่ต้องปรับปรุงสวัสดิการมากที่สุด (WTW 2025 Benefits Trends Survey, นายจ้าง 1,994 รายใน 20 ตลาด)
  • 61% ของนายจ้างในการสำรวจเดียวกันวางแผนปรับสัดส่วนงบสวัสดิการใหม่ (WTW, 2025)
  • 33% วางแผนเพิ่มวันลาดูแลครอบครัวแบบครอบคลุม เพิ่มจาก 17% ในการสำรวจครั้งก่อน (WTW, 2025)
  • เพดานค่าจ้างประกันสังคมปรับเป็น 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 (สำนักงานประกันสังคม)

ตัวเลขเหล่านี้บอกทิศทางเดียวกันคือ นายจ้างไม่ได้แค่เพิ่มงบ แต่กำลังย้ายงบไปหาสวัสดิการที่พนักงานให้คุณค่ามากกว่า

5 ขั้นวางแผนงบสวัสดิการพนักงานปีหน้า

1. ดูข้อมูลการใช้สวัสดิการปีนี้

เริ่มจากตัวเลขจริงก่อนความเห็น ดึงข้อมูลการเบิกแต่ละรายการ 12 เดือนล่าสุด แล้วดู 3 เรื่อง ได้แก่ อัตราการใช้ (มีพนักงานกี่ % ที่เบิก) ยอดเบิกเฉลี่ยต่อคน และรายการที่เบิกเต็มวงเงินเร็ว รายการที่มีคนใช้น้อยกว่า 10% อาจเป็นเพราะพนักงานไม่รู้ว่ามี หรือขั้นตอนเบิกยุ่งยาก ไม่จำเป็นว่าต้องตัดทิ้งทันที

2. สำรวจความต้องการของพนักงาน

ทำแบบสอบถามสั้นๆ 5–7 ข้อ ถามว่าสวัสดิการไหนมีค่าที่สุด และอยากได้อะไรเพิ่ม แยกผลตามช่วงอายุ ตำแหน่ง และสถานที่ทำงาน เพราะพนักงานโรงงาน พนักงานขาย และพนักงานสำนักงานมักต้องการต่างกัน

3. เทียบกับตลาดและกลุ่มคนที่อยากดึงดูด

ดูว่าองค์กรในอุตสาหกรรมเดียวกันให้อะไร โดยเฉพาะตำแหน่งที่หาคนยาก สวัสดิการที่ต่ำกว่าตลาดชัดเจนมักเห็นผลในอัตราการลาออก อ่านเพิ่มเรื่องการรักษาคนได้ที่ Employee Retention: 10 กลยุทธ์ลด Turnover

4. จัดงบและเลือกรูปแบบสวัสดิการ

แบ่งงบเป็น 3 ก้อน ได้แก่ งบตามกฎหมาย (คำนวณจากเงินเดือนคาดการณ์ปีหน้า อย่าลืมผลของเพดานประกันสังคมใหม่) งบสวัสดิการหลักที่ทุกคนได้ และงบยืดหยุ่นที่พนักงานเลือกใช้เอง

💡 Flexible Benefits คืออะไร?
Flexible Benefits คือรูปแบบสวัสดิการที่บริษัทกำหนดวงเงินต่อคน แล้วให้พนักงานเลือกใช้กับรายการที่ต้องการเอง เช่น ตรวจสุขภาพ ฟิตเนส หรือคอร์สเรียน ช่วยให้สวัสดิการตรงกับความต้องการของแต่ละคนโดยงบรวมไม่บานปลาย

5. สื่อสารให้พนักงานรู้และใช้ได้ง่าย

สวัสดิการที่ดีแต่ไม่มีใครรู้ก็ไม่ช่วยรักษาคน สรุปสวัสดิการทั้งหมดไว้ในที่เดียว บอกวงเงินคงเหลือของแต่ละคน และทำให้ขั้นตอนเบิกสั้นที่สุด พนักงานควรส่งคำขอเบิกพร้อมใบเสร็จได้จากมือถือ ทีม HR ดูแลเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้นด้วย ระบบ Employee Self-Service

วัดผลอย่างไรว่าสวัสดิการคุ้มค่า

เมื่อเสนองบต่อผู้บริหาร ตัวชี้วัดที่ใช้ได้จริงมี 4 ตัว

ตัวชี้วัด วิธีคำนวณ ใช้บอกอะไร
อัตราการใช้สวัสดิการ จำนวนคนที่เบิก ÷ จำนวนคนที่มีสิทธิ์ สวัสดิการไหนตรงใจพนักงาน
ต้นทุนสวัสดิการต่อคน งบสวัสดิการรวม ÷ จำนวนพนักงาน เทียบกับปีก่อนและตลาด
สัดส่วนสวัสดิการต่อเงินเดือน งบสวัสดิการ ÷ เงินเดือนรวม ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าตอบแทนรวม
อัตราการลาออก ลาออกโดยสมัครใจ ÷ พนักงานเฉลี่ย ผลของสวัสดิการต่อการรักษาคน

ติดตามตัวชี้วัดเหล่านี้ทุกไตรมาส ไม่ใช่แค่ตอนทำงบ วิธีตั้ง dashboard ติดตามตัวเลข HR ดูได้ที่ HR Analytics: 7 ตัวเลขที่ HR ต้องดูทุกเดือน

ลดงานเอกสารด้วยระบบเบิกสวัสดิการออนไลน์ (e-claim)

งานหลังบ้านของสวัสดิการกินเวลามาก ทั้งตรวจใบเสร็จ เช็กวงเงินคงเหลือ ส่งอนุมัติ และส่งยอดเข้าเงินเดือน ถ้าทำด้วยกระดาษหรือ spreadsheet จะเกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาดได้ง่าย

ระบบ e-claim ช่วยให้พนักงานถ่ายรูปใบเสร็จและส่งคำขอจากมือถือ ระบบตรวจวงเงินอัตโนมัติ ส่งให้หัวหน้าอนุมัติ และส่งยอดที่อนุมัติแล้วเข้ารอบเงินเดือนโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ ข้อมูลการเบิกทั้งหมดยังกลายเป็นฐานข้อมูลสำหรับวางแผนงบปีถัดไป ดูตัวอย่างการทำงานได้ที่ Pinno Benefits Management

สวัสดิการพนักงานที่คุ้มค่าไม่ได้วัดจากจำนวนรายการ แต่วัดจากการที่พนักงานรู้ ใช้ และให้คุณค่ากับมัน ก่อนเสนองบปีหน้า ทีม HR ควรแยกงบตามกฎหมายออกจากสวัสดิการเสริม ใช้ข้อมูลการเบิกจริงเป็นฐาน สำรวจความต้องการ และตั้งตัวชี้วัดให้ชัด จากนั้นทำให้การเบิกง่ายที่สุด ถ้าต้องการเห็นว่าข้อมูลสวัสดิการ การอนุมัติ และเงินเดือนเชื่อมกันอย่างไร ขอดูตัวอย่างระบบของ Pinno ได้ที่หน้า Benefits Management

ลองให้ Pinno ดูแล HR ของคุณ

HR Cloud Software ที่ใช้งานโดยองค์กรกว่า 20,000 รายในไทย

ขอ Demo ฟรี

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: สวัสดิการพนักงานที่บริษัทต้องมีตามกฎหมายมีอะไรบ้าง?
A: หลักๆ ได้แก่ ประกันสังคม (สมทบฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง เพดาน 17,500 บาทตั้งแต่ปี 2569) กองทุนเงินทดแทนที่นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว วันหยุดตามประเพณีอย่างน้อย 13 วัน วันหยุดพักผ่อนประจำปีอย่างน้อย 6 วันเมื่อทำงานครบ 1 ปี และวันลาประเภทต่างๆ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

Q: กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการบังคับไหม?
A: ไม่บังคับ เป็นสวัสดิการที่บริษัทเลือกจัดตั้งเอง เมื่อตั้งกองทุนแล้ว ลูกจ้างสะสมได้ 2–15% ของค่าจ้าง และนายจ้างต้องสมทบไม่น้อยกว่าอัตราที่ลูกจ้างสะสม เป็นสวัสดิการที่ช่วยเรื่องการออมระยะยาวและรักษาคนได้ดี

Q: Flexible Benefits เหมาะกับองค์กรแบบไหน?
A: เหมาะกับองค์กรที่มีพนักงานหลากหลายช่วงอายุและไลฟ์สไตล์ เช่น มีทั้งพนักงานรุ่นใหม่และพนักงานที่มีครอบครัว เพราะแต่ละกลุ่มให้คุณค่ากับสวัสดิการต่างกัน แต่ต้องมีระบบติดตามวงเงินต่อคน ไม่เช่นนั้นงานหลังบ้านจะเพิ่มขึ้นมาก

Q: ควรเริ่มวางแผนงบสวัสดิการปีหน้าเมื่อไหร่?
A: ควรเริ่มในไตรมาสที่ 3 หรือต้นไตรมาสที่ 4 เพื่อให้มีเวลาดึงข้อมูลการเบิก สำรวจพนักงาน และเจรจากับบริษัทประกันก่อนต่อสัญญา ส่วนใหญ่สัญญาประกันกลุ่มจะต่ออายุช่วงต้นปี

Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าสวัสดิการไหนควรตัดหรือเพิ่ม?
A: ดูอัตราการใช้และผลสำรวจความพึงพอใจควบคู่กัน รายการที่ใช้น้อยแต่พนักงานให้คะแนนสูงอาจแค่ต้องสื่อสารเพิ่ม ส่วนรายการที่ใช้น้อยและคะแนนต่ำเป็นตัวเลือกแรกที่ควรปรับหรือย้ายงบไปรายการอื่น

Q: ระบบ e-claim ช่วยอะไรได้บ้าง?
A: ช่วยให้พนักงานส่งคำขอเบิกพร้อมใบเสร็จจากมือถือ ระบบตรวจวงเงินคงเหลืออัตโนมัติ ส่งอนุมัติตามสายงาน และส่งยอดเข้ารอบเงินเดือนโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ ลดเวลาตรวจเอกสารของ HR และได้ข้อมูลการเบิกไว้วางแผนงบปีถัดไป

You might also like

Employee Self-Service — เครื่องมือลดงาน HR ที่ทุกองค์กรควรมี

คู่มือ Employee Self-Service (ESS) — ฟีเจอร์ที่ต้องมี, วิธี implement ให้พนักงานใช้จริง, ROI ลดเวลา HR ลง 60-70% และข้อควรระวังเรื่อง PDPA สำหรับ HR Manager ในองค์กรขนาดกลาง

KPI vs OKR — ระบบประเมินผลงานแบบไหนเหมาะกับองค์กรไทย

เปรียบเทียบ KPI vs OKR ฉบับเข้าใจง่าย — ความแตกต่าง 5 มิติ วิธีเลือกที่เหมาะกับองค์กรของคุณ และตัวอย่างจริงจากบริษัทไทยที่ HR ใช้ implement ได้ทันที